ยาแผนสมุนไพร

ยาจากสมุนไพร (ยาแผนโบราณ) เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ส่งผลให้ธุรกิจ
ยาจากสมุนไพรขยายตัวอย่างรวดเร็ว พิจารณาจากมูลค่าการผลิตและการนำเข้ายาแผนโบราณ จาก
การรวบรวมของกองควบคุมยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา พบว่าในช่วงแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 (พ.ศ.2530-2534) มีการขยายตัวร้อยละ 5 ต่อปี และเพิ่มขึ้นเป็น
ร้อยละ 7 ต่อปี ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2535-2539) อย่างไรก็ตาม ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ
ไทยในช่วงปี 2540-2541 ทำให้การผลิตและการนำเข้ายาแผนโบราณได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับ
ยาแผนปัจจุบันแต่รุนแรงน้อยกว่า จากการที่ผู้บริโภคบางส่วนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการบริโภค
ยาแผนปัจจุบันซึ่งมีราคาจำหน่ายค่อนข้างสูงและผู้บริโภคเชื่อว่าน่าจะมีผลข้างเคียงจากพิษของสาร
เคมีจากการใช้ยาแผนปัจจุบันค่อนข้างสูง จึงหันมาบริโภคยาแผนโบราณที่มีราคาจำหน่ายต่ำกว่า
และเชื่อว่ามีอันตรายจากการบริโภคน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกัน ดังนั้นมูลค่าการผลิตและการนำเข้า
ยาแผนโบราณในปี 2540 จึงขยายตัวเพียงร้อยละ 1 อยู่ที่ 466 ล้านบาท และปรับลดลงอีกร้อยละ 0.5
อยู่ที่ 465 ล้านบาทในปี 2541 สำหรับปี 2542 จากการสำรวจพบว่าการรณรงค์ให้ใช้ยาจาก
สมุนไพรทดแทนยาแผนปัจจุบันของภาครัฐ กอปรกับยาจากสมุนไพรมีราคาจำหน่ายต่ำกว่าและให้
โทษต่อร่างกายน้อยกว่า ทำให้ยาจากสมุนไพรเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น โดยปริมาณ
จำหน่ายในช่วงครึ่งแรกปี 2542 ขยายตัวจากช่วงเดียวกับปีก่อนถึงกว่าร้อยละ 20 ส่วนแนวโน้ม
ตลาดยาสมุนไพรในปี 2543 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องจากปีก่อน ทั้งจากความพยายามคิดค้นผลิต
ภัณฑ์ยาจากสมุนไพรของผู้ประกอบการให้มีความหลากหลาย และการที่ผู้บริโภคหันมายอมรับการ
ใช้ยาจากสมุนไพรรักษาโรคกันมากขึ้น


การผลิตยาจากสมุนไพรส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนที่มีปริมาณการผลิตไม่
มากนัก มีแหล่งที่ตั้งกระจายอยู่ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และภูมิภาค กรรมวิธีผลิตส่วนใหญ่เป็นการผลิต
ตำรับยาแบบง่าย โดยผู้ผลิตยาจากสมุนไพรส่วนใหญ่จะจำหน่ายเอง กรณีที่มีร้านขายยาแผนโบราณ
ของตนเอง และ/หรือจำหน่ายให้กับร้านขายยาแผนโบราณที่สั่งซื้อโดยตรง
การลงทุนตั้งโรงงานผลิตยาจากสมุนไพร ขนาดกำลังการผลิต 3,000 กิโลกรัมต่อปี ใช้เงินลง
ทุนเริ่มต้นประมาณ 4 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเงินลงทุนด้านเครื่องจักรประมาณ 1 ล้านบาท และเนื่อง
จากการวางขายยาจากสมุนไพรในแต่ละครั้งต้องให้เครดิตกับทางร้านขายยาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ทำให้ผู้
ผลิตยาจากสมุนไพรจำเป็นต้องมีเงินทุนหมุนเวียนค่อนข้างสูงถึง 3 ล้านบาท/ปี สำหรับโครงสร้าง
ต้นทุนการผลิตยาจากสมุนไพรราวร้อยละ 80 เป็นค่าวัตถุดิบพืชสมุนไพร รองลงมาได้แก่ ค่า
โสหุ้ยในการผลิตและค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรร้อยละ 15 และค่าแรงงานร้อยละ 5 ในการทำธุรกิจ
นี้จะได้กำไรเฉลี่ยราวร้อยละ 25 ของยอดขาย


การตลาด


ความต้องการในปัจจุบันและอนาคต


ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 “ยาสมุนไพร” หมายถึง “ยาที่ได้จากพฤกษชาติ สัตว์
หรือแร่ ซึ่งมิได้ผสม ปรุง หรือ แปรสภาพ” โดยส่วนใหญ่การผลิตยาสมุนไพรจะกระทำกันในครัว
เรือน ตัวอย่างเช่น การเก็บรากโสม นำไปตากแห้งไว้ต้มรับประทาน เรียกรากโสม เป็นยาสมุนไพร แต่
ถ้าหากนำรากโสมดังกล่าว มาผ่านกรรมวิธีการตากแห้ง และบดเป็นผง จะไม่ถูกเรียกว่ายาสมุนไพร
อีกต่อไป ดังนั้น ยาสมุนไพรตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 จึงมีความหมายค่อนข้างจำกัด
ในปัจจุบัน การผลิตยาที่มีการใช้พืชสมุนไพรเป็นส่วนผสม นิยมเรียก “ยาจากสมุนไพร” ซึ่ง
หมายถึง ยาที่ผลิตจากพืชสมุนไพรตามกระบวนการผลิตยาแผนโบราณ หรือตามกระบวนการผลิต
ยาแผนปัจจุบัน หรือมีการประยุกต์กระบวนการผลิตยาแผนปัจจุบัน มาใช้ประกอบในการผลิตด้วย
อย่างไรก็ตาม การผลิตยาจากสมุนไพรส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นการผลิตยาแผนโบราณกรรมวิธี
ผลิตทำตามวิธีการที่สืบทอดกันมา ยาจากสมุนไพรที่มีจำหน่ายแพร่หลายจะอยู่ในรูปยาเม็ด ยาเม็ด
เคลือบ ยาแคปซูล และยาผง ได้แก่ ยาแก้ไอมะแว้ง ขมิ้นชันแคปซูล ฟ้าทะลายโจรแคปซูล ยา
ระบายมะขามแขก ยาลม และยาหอม เป็นต้น


!ทางการได้มีนโยบายสนับสนุนให้มีการใช้สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐานเป็นครั้งแรก
ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ.2520-2524) นับตั้งแต่นั้นยาจาก
สมุนไพรได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในการใช้เป็นยารักษาโรคแทนยาแผนปัจจุบันมากขึ้นในหน่วยงาน
ของภาครัฐ โดยเฉพาะโรงพยาบาลชุมชน พิจารณาจากข้อมูลมูลค่าการผลิตและการนำเข้ายาแผน
โบราณ จากการรวบรวมของกองควบคุมยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา พบว่าในช่วง
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2530-2534) มีการขยายตัวร้อยละ 5 ต่อปี และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 7 ต่อปี
ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2535-2539) โดยมูลค่าการผลิตและการนำเข้าในปี 2539 อยู่ที่ 459.4
ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 อย่างไรก็ดี วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับไทยในช่วงปี 2540-2541 ส่งผล
กระทบต่อการผลิตและการนำเข้ายาจากสมุนไพรค่อนข้างมาก เนื่องจากผู้ประกอบการประสบปัญหา
ขาดสภาพคล่องทางการเงินและความต้องการของตลาดชะลอตัว โดยมูลค่าการผลิตและการนำ
เข้ายาแผนโบราณในปี 2540 อยู่ที่ 466.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 และลดลงร้อยละ 0.5 อยู่ที่ 465
ล้านบาท ในปี 2541
!สำหรับปี 2542 จากการสำรวจพบว่า จากการที่ผู้บริโภคตระหนักถึงคุณสมบัติของยาจาก
สมุนไพรว่าบริโภคแล้วจะเป็นอันตรายต่อร่างกายน้อยกว่าอันตรายจากพิษของสารเคมีจากการ
บริโภคยาแผนปัจจุบัน กอปรกับยาจากสมุนไพรมีราคาจำหน่ายต่ำกว่า ทำให้ปริมาณจำหน่ายยาจาก
สมุนไพรในช่วงครึ่งแรกปี 2542 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่าร้อยละ 20 ส่วนแนวโน้มความต้องการยาจาก
สมุนไพรในปี 2543 คาดว่าจะยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งจากความพยายามคิดค้นผลิตภัณฑ์ยาจาก
สมุนไพรให้มีความหลากหลายเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด และการบริโภคทดแทนยา
แผนปัจจุบันของผู้บริโภคบางกลุ่มทั้งที่มีรายได้น้อยและที่ตระหนักถึงอันตรายจากพิษของสารเคมีจาก
การใช้ยาแผนปัจจุบัน
ผู้ผลิตในปัจจุบัน (คู่แข่ง)
จากข้อมูลของกองควบคุมยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ณ 31 ธันวาคม 2541
มีผู้ได้รับอนุญาตผลิตยาแผนโบราณทั่วประเทศ จำนวน 626 ราย แบ่งเป็นผู้รับอนุญาตในเขตภูมิ
ภาค 390 ราย และในเขตกรุงเทพฯ 236 ราย สำหรับผู้ได้รับอนุญาตให้นำเข้ายาแผนโบราณรวมทั้งสิ้น
132 ราย อยู่ในภูมิภาค 10 ราย กรุงเทพฯ 122 ราย


รายชื่อผู้ประกอบการสำคัญ


รายชื่อ เงินลงทุน (บาท)
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ยาตราใบโพธิ์ 22,000,000
บริษัท คั้นกี่น้ำเต้าทอง จำกัด 21,000,000
บริษัท แจ๊กเจียอุตสาหกรรม (ไทย) จำกัด 18,200,000
ห้างขายยาตราเสือดาว 12,000,000
บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด 10,500,000
บริษัท อร่ามเวชเภสัช จำกัด 5,600,000
ห้างขายยาตราเสือมังกร 3,700,000
บริษัท อ้วยอันโอสถ จำกัด 3,040,000
เจ้ากรมเป๋อ 2,870,000
บริษัท หมอมี จำกัด 2,700,000
โรงงานผลิตยา ซุ่นเซ่งเฮง 2,500,000
บริษัท ปราสาททองโอสถ จำกัด 1,000,000
บริษัท แสงสว่างตราค้างคาว จำกัด 1,000,000
บริษัท โค้วเจียบฮวด ตราฤาษีทรงม้า จำกัด 800,000
ห้างหุ้นส่วนสามัญ สุจินต์เภสัช (เสือ 11 ตัว) 438,000
ที่มา: กรมโรงงานอุตสาหกรรม